ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะ “ใบอ้อย” ที่ถูกตัดทิ้งจากไร่เพื่อนำลำต้นไปขายตามโรงงานต่างๆของท้องถิ่นภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคเหนือ ถ้าไม่รู้จักการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเผาใบ จนกลายเป็นมลพิษทางอากาศ และสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ เกษตรกรชาวไร่บางกลุ่มมองว่า การเผาใบอ้อยก่อนตัดอ้อยส่งโรงงาน เป็นวิธีการที่ง่าย สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว โดยที่ขาดองค์ความรู้ถึงผลกระทบต่อประชาชนรอบข้าง หมู่บ้านพื้นที่ใกล้เคียงและสิ่งแวดล้อม เพราะบางครั้งมลพิษจากการเผา ล่องลอยไปบนอากาศ ทำให้เศษขี้เถ้าลอยฟุ้งกระจาย หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “หิมะดำ”

เพราะว่ามลทางอากาศเหล่านี้ ได้แก่ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซน์ ไนโตรเจนออกไซต์สารอินทรีย์ระเหย รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM-10) เถ้าควันและเขม่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และเกิดปัญหาในชุมชน จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ทำให้สภาพแวดล้อมเสียความสมดุล ภาครัฐเองเร่งแก้ปัญหาควบคุมการเผาอ้อย ออกกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆขึ้นมา แต่แก้ไขได้ระดับหนึ่ง
ธีระศักดิ์ ทาสะโก ผู้จัดการมวลชนสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร บริษัท ไทยรุ่งเรือง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำวิจัยในระดับปริญญาเอก ถึงผลกระทบจากการเผาใบอ้อยต่อสภาพแวดล้อม เพื่อหาแนวทางนำใบอ้อยมาแปรรูปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจขึ้นมา พร้อมกับ จะนำกระบวนการแปรรูปใบอ้อย เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนแบบบูรณาการ

ทั้งนี้ เนื่องจากใบอ้อย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ผสมกับฝ้าย ผลิตเสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อยืดได้ โดยนำใบอ้อยจำนวน 100 กิโลกรับ นำมาพัฒนาทำเป็นเส้นใยในการทอผ้าได้ 15 กิโลกรัม ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าได้มหาศาล จากสิ่งที่ถูกนำไปทิ้งขว้างและใช้ประโยชน์ไม่ได้
“กระบวนการทำน้ำหมักจากใบอ้อย แล้วสกัดทำเส้นใยนั้น ต้องผ่านการขยี้เส้นใยร่วม 90 วัน จากนั้นน้ำมาผสมกับฝ้าย เพื่อนำมาเป็นแปรูปเป็นเสื้อแฟชั่น ปัจจุบันร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ผลิตเสื้อยืดออกจำหน่ายได้แล้ว ทั้งนี้ จุดประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหามลพิษ และฝุ่นpm 2.5 ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการเผาใบอ้อยในพื้นที่เพาะปลูกแถวจ.อุทัยธานี”

โดยได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อาทิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ,สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชน ร่วมกันจัดกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านใหม่หนองแก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพื่อดำเนินงานการแปรูปเสื้อผ้าจากใบอ้อย ริ่เริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2566 ตอนนี้นำสินค้าออกสู่ตลาดได้แล้ว ถือว่าเป็นสินค้าชุมชนท้องถิ่น ขายตามงานแฟร์ต่างๆและขายผ่านช่องทางออนไลน์ สินค้าจะมีทั้ง เสื้อยืด ,เสื้อเชิ้ต

อนาคตคาดว่ามีแผนผลิตผลิตผ้าม่าน, มูลี่,ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ,โคมไฟ เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ สามารถนำมาผสมใบอ้อยกับฝ้ายได้ในสัดส่วน 50:50 หากผลิตเสื้อผ้า จะใช้ใบอ้อยผสมในสัดส่วน 30:70 ซึ่งในจังหวัดอุทัยธานี หนึ่งในพื้นที่ทำการเกษตรปลูกอ้อยกันจำนวนมาก 3.7 แสนไร่ต่อปี
ดังนั้น ถ้าหากร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แนวทางหนึ่ง ต้องนำใบอ้อยมาแปรรูปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าแฟชั่นอื่นๆต่อยอดได้อีกมากมาย นี่แค่ เป็นโมเดลหนึ่งเท่านั้น ที่เอกชน “คิดเป็น ทำเป็น”